รีวิวหนังการเมือง เมื่อแผ่นฟิล์มคือกระจกสะท้อนอำนาจและการเมืองโลก
ในโลกของภาพยนตร์ “การเมือง” รีวิวหนังการเมือง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเรื่องราวของนักการเมืองในชุดสูทที่โต้เถียงกันในสภา หรือการรณรงค์หาเสียงที่วุ่นวายเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของ “อำนาจ” (Power) ใครเป็นผู้ถือครองมัน ใครใช้มัน และใครที่ถูกมันบดขยี้ ภาพยนตร์การเมืองจึงเป็นแนวหนัง (Genre) ที่มีความเป็นอมตะ เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังต้องอยู่รวมกันเป็นสังคม ความขัดแย้งทางความคิดและการช่วงชิงอำนาจย่อมเกิดขึ้นเสมอ

นิยามของภาพยนตร์การเมือง: มากกว่าแค่เรื่องในสภา
-
หนังการเมืองสายตรง (Pure Political Film): เล่าเรื่องกลไกการทำงานของรัฐบาล การทุจริตคอร์รัปชัน หรือการชิงไหวชิงพริบในเส้นทางการเมือง เช่น All the President’s Men หรือ The Ides of March
-
หนังประวัติศาสตร์และการปฏิวัติ: บันทึกเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน หรือการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของ Martin Luther King Jr. ใน Selma
-
หนังดิสโทเปีย (Dystopian Politics): ใช้โลกอนาคตเป็นฉากหลังเพื่อสะท้อนความกลัวต่อเผด็จการและการควบคุมเบ็ดเสร็จ เช่น V for Vendetta หรือ The Hunger Games
-
หนังสงครามกับการเมือง: เพราะสงครามคือเครื่องมือสุดท้ายของการเมือง หนังอย่าง Platoon หรือ Full Metal Jacket จึงเป็นการวิพากษ์นโยบายต่างประเทศที่เจ็บแสบที่สุด

วิวัฒนาการและยุคทองของหนังการเมือง
- ยุคสงครามเย็น: ชวนเชื่อ vs ความจริง ในช่วงทศวรรษที่ 1950-1970 หนังการเมืองมักถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ทั้งจากฝั่งโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายยุค 60s เกิดกระแส “New Hollywood” ที่คนทำหนังเริ่มกล้าท้าทายรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นสงครามเวียดนามและการทุจริตในทำเนียบขาว
- ยุค 90s ถึงปัจจุบัน: ความซับซ้อนในโลกสีเทา เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร หนังการเมืองเริ่มเปลี่ยนจากการมองแบบ “ขาว-ดำ” มาเป็น “สีเทา” มากขึ้น เราเห็นตัวเอกที่มีความย้อนแย้งในตัวเอง เห็นด้านมืดของประชาธิปไตย และเห็นผลกระทบของทุนนิยมสามานย์ที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการเมือง
ภาพยนตร์การเมือง “ต้องดู” ที่เปลี่ยนมุมมองต่อโลก
- All the President’s Men (1976) เสรีภาพสื่อและการตรวจสอบ เจาะลึกคดีวอเตอร์เกตที่ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องลาออก
- Schindler’s List (1993) มนุษยธรรมภายใต้ระบอบฟาสซิสต์ แสดงให้เห็นว่าการเมืองที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังส่งผลอย่างไรต่อมนุษย์
- V for Vendetta (2005) การต่อต้านเผด็จการและสัญลักษณ์ ปลุกกระแสการลุกขึ้นสู้ของประชาชนทั่วโลก
- The Post (2017) การต่อสู้ระหว่างรัฐกับเสรีภาพการนำเสนอ เมื่อรัฐพยายามปิดปากสื่อด้วยคำว่า “ความมั่นคง”
- Parasite (2019) การเมืองเรื่องชนชั้นและเศรษฐกิจ การเมืองไม่ได้มีแค่ในสภา แต่อยู่ในห้องใต้ดินและบันไดบ้าน

พลังของหนังในการ “เบิกเนตร” สังคม
ภาพยนตร์การเมืองทำหน้าที่เป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง มันสามารถทำในสิ่งที่ตำราเรียนทำไม่ได้ นั่นคือการสร้าง “ความเห็นอกเห็นใจ” (Empathy)เมื่อเราดูหนังเรื่อง 12 Years a Slave เราไม่ได้แค่ได้รับรู้ประวัติศาสตร์การค้าทาส แต่เรา “รู้สึก” ถึงความอยุติธรรม เมื่อเราดู The Trial of the Chicago 7 เราเห็นถึงความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมที่ถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ ความรู้สึกเหล่านี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการตั้งคำถาม และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคมจริง
- “Art is not a mirror held up to reality, but a hammer with which to shape it.” – Bertolt Brecht
ความท้าทายในยุค Streaming และ Filter Bubble
ในปัจจุบัน การทำหนังการเมืองมีความท้าทายใหม่เพิ่มขึ้นมา คือเรื่องของ “ความแตกแยกทางความคิด” ในโซเชียลมีเดีย อัลกอริทึมมักจะเลือกหนังที่ตรงกับความเชื่อเดิมของเรามาให้ชม ทำให้บางครั้งหนังการเมืองก็อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ตอกย้ำความเชื่อเดิม (Echo Chamber) มากกว่าการเปิดใจรับฟังความคิดที่แตกต่างอย่างไรก็ตาม หนังน้ำดีหลายเรื่องยังคงพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ ด้วยการนำเสนอความจริงหลายด้าน เพื่อให้ผู้ชมได้กลับไปขบคิดและวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ
บทสรุป: ทำไมเราถึงยังต้องดูหนังการเมือง?
รีวิวหนังการเมือง การดูหนังการเมืองไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่มันคือการฝึกทักษะ “การรู้เท่าทันอำนาจ” ในวันที่โลกเต็มไปด้วย Fake News และการโฆษณาชวนเชื่อ การทำความเข้าใจกลไกของการเมืองผ่านศิลปะการเล่าเรื่อง จะช่วยให้เราเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ (Active Citizen) และไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมได้ง่าย ๆหนังการเมืองไม่ได้ให้คำตอบเสมอไป แต่มันมักจะทิ้ง “คำถาม” สำคัญไว้ในใจเราเสมอ และคำถามเหล่านั้นแหละ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม musicmp3zone

Post Comment